วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

4 คุณสมบัติที่ “เจ้าของกิจการ SME” ต้องมี??

4 คุณสมบัติที่ “เจ้าของกิจการ SME” ต้องมี???
          
ในยุคที่ใคร ๆ ก็พูดกันถึงการเริ่มต้นธุรกิจ Business Startup ศัพท์คำนี้เริ่มปรากฏให้เห็นทางสื่อสารในช่องทางต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งบริษัทใหญ่ ๆ ในวงการสื่อสาร หรือวงการธนาคาร ก็หันมาให้ความสนใจใน กลุ่มผู้เริ่มต้นธุรกิจรายใหม่ มากยิ่งขึ้น เช่นกัน
          
Startup จึงกลายเป็นคำที่ฮิตในกลุ่ม ผู้เริ่มต้นธุรกิจอย่างกว้างขวาง แท้จริงแล้วคำว่า “Startup” เริ่มต้นจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา  (hamburger crisis) ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ มนุษย์เงินเดือนต่างๆ ในสหรัฐตกงาน และออกมาใช้ชีวิต Freelance มากมาย เกิดการร่วมกันคิดสร้างธุรกิจใหม่ ๆ บนเงื่อนไข “การใช้ช่องว่างของความต้องการของผู้บริโภคบวกกับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี่” แบบหนึ่ง เช่น บรรดาแอปพิเคชั่นต่าง ๆ บนมือถือ line app , facebook ,   ที่สนองตอบความต้องการของผู้บริโภค และกระจายอย่างกว้างขวางผ่าน อินเตอร์เน็ตไปทั่วโลก  เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ผู้ประกอบการ  “Tech Startup”
          
ยังมีคำฮิต “Starup SMEs” เป็นคำแทนกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มคนวัยหนุ่มสาว ที่มีความฝันในการเป็นเจ้าของกิจการ จากเล็ก ๆ แล้วเติบโตแข็งแรง เริ่มปรากฏเป็นกระแสมากขึ้นแรงขึ้น กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจกลุ่มวัยรุ่น เช่น สาร่ายเถ้าแก่น้อย สแน็คสุคันธา ยาสีฟันเทพไท ร้านเบเกอรี่ ร้านกาแฟ  ร้านอาหาร หลากหลาย  เบื้องหลังความสำเร็จของกลุ่มนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจหลายรูปแบบ เรียกว่า เป็น USER ที่นำเทคโนโลยีของกลุ่ม Startup กลุ่มแรกมาใช้จนประสบความสำเร็จ เช่นกัน
         
ความสำเร็จของทั้งสองกลุ่มไม่ว่าจะเป็น Start SMEs หรือ Tech Starup มีจุดเริ่มต้นมากจากตัวบุคคล จากความฝัน จากแนวความคิด อะไรที่ทำให้คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ คุณสมบัติอะไรที่ส่งผลให้เขาเหล่านั้นพบกับ โอกาส และ ความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจาก ตลาด ซึ่งมีความซับซ้อน ยุ่งยากมากในปัจจุบัน

4 คุณสมบัติการเป็น “เจ้าของกิจการ SME(PCTR)  ต้องมีก่อนเริ่มกิจการ เพื่อความสำเร็จในธุรกิจ
          
1.  Personality  บุคลิกภาพการเป็นเจ้าของกิจการสำคัญมาก ถือได้ว่าทุกคนสามารถพัฒนาให้เกิดบุคลิกภาพที่ดีได้ หากสนใจจริงจัง บุคลิกภาพเป็นประตูแรกของการนำเสนอธุรกิจ ผู้คนพบเห็นคุณต้องเชื่อว่าคุณมีมุมมองแนวคิด เกี่ยวกับธุรกิจ มีมุมมองเรื่องการสร้างกำไร เรียกว่าเห็นอะไรเป็นเงินเป็นทอง มีความตื่นตัวพร้อมลงมือทำตลอดเวลา ตื่นตัวที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และมีมุมมองเชิงบวกต่อสิ่งที่พบเห็น  สรุปคือ ควรตื่นตัวกับการมองหาโอกาส “ทำกำไร (Profit)”  มีแนวคิดสิ่งที่พบเห็น (Positive think) และมีความตื่นตัวในความพร้อมลงมือทำตลอดเวลา (Pro-active)
          
2.  Creative ความคิดสร้างสรรค์ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในธุรกิจ  เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการใหม่ ส่วนใหญ่มักจะคิดริเริ่มกิจการจากความถนัด จากความชอบ และมักจะฝั่งตัวเองไว้กับความชอบนั่น จนกลายเป็นการนำเสนอสิ่งที่ “ตนเองคิด”  ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการสร้างความสำเร็จในธุรกิจ เพราะ อาจสวนทางกับ “ความต้องการของลูกค้า” ในตลาด  ซึ่งหากคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้  เจ้าของกิจการจึงควร “สื่อสาร” (Communication) ความคิดสู่การกระทำให้ได้ การสื่อสารกับทั้งภายในธุรกิจ และสื่อสารกับลูกค้าจึงเป็นกฎแห่งความสำเร็จที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  การสื่อสารที่ดีย่อมเกิดจากทั้งการสื่อสารด้วยภาษากาย ภาษาพูด ภาษาเขียน ทั้งหมดต้องการข้อมูลในการเรียบเรียง เพื่อถ่ายทอดดังนั้นการเรียนรู้ตลอดเวลา การรับรู้ และการจัดการองค์ความรู้  (Knowledge) จึงเป็นพื้นฐานของเจ้าของกิจการที่จำเป็น ทั้งหนดจะสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Confidence) ให้แก่เจ้าของมากขึ้นจนสามารถสื่อสารและนำองค์กรฝ่าวิกฤติ สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในองค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการได้อย่างดี
          
3. Target เป้าหมายทางธุรกิจ  เจ้าของกิจการส่วนใหญ่โดยเฉพาะ startup มักไม่กล้าตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ มักตอบกับตัวเองว่า “แค่พอเลี้ยงตัว” ก็พอใจ การตั้งเป้าหมายธุรกิจผิด เสมือนการสะกดจิตตัวเองให้ผิดพลาดเสมอ การตั้งเป้าหมายธุรกิจจึงจำเป็นต้องตั้งอย่างมีหลักเหตุผล มีโอกาสเกิดขึ้นได้บนความท้าทาย ไม่ใช่ตั้งเป้าเพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เกินไป เพราะจะทำให้ความเติบโตในธุรกิจยิ่งยาก บนพื้นฐานที่ผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจต้องการเห็นคือ “ผลตอบแทน” หรือ “กำไร” นั่นเอง  หากเป้าหมายไม่สอดคล้องกับผลตอบแทนก็ยากที่จะมีใครสนใจธุรกิจของคุณ
          
4. Relationship ความสัมพันธ์ในสังคมเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการ “จำเป็น”ต้องมี เพราะความเร็วทางเทคโนโลยีทำให้การแข่งขันในธุรกิจมีความรุนแรงอย่างมากจึงทำให้ ธุรกิจจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ในหลายมิติยิ่งขึ้น ทั้งกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลูกค้า ลูกน้อง ผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่พันธมิตรธุรกิจ ความสัมพันธ์เหล่านี้มีส่วนช่วยลด ความเสี่ยง (Risk) ให้กับกิจการ ซึ่งเจ้าของกิจการจำเป็นต้องมี ทักษะ (Skill) ในการบริหารความสัมพันธ์ ให้มากเพื่อความสำเร็จ ของกิจการ

อ.วีระยุทธ  เชื้อไทย
ที่ปรึกษาการตลาด
SMEs

www.facebook.com/veerayuth.kung
งานบรรยาย "กลยุทธ์การตลาดอย่างเซียน..เรียนกับ อ.วีระยุทธ"
ID Line : @smemefan

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

4 วิธี จัดการตลาดยามวิกฤติ...

4 วิธี จัดการตลาดยามวิกฤติ...

          งาน SMART SMEs EXPO 2015 โดยกลุ่มบริษัท People Media (PMG) เพิ่งผ่านพ้นไป ต้องขอบคุณทุกท่านที่แวะไปร่วมงาน ไปร่วมสัมมนา เลือกซื้อธุรกิจต่าง ๆ ที่หลากหลายตั้งแต่ธุรกิจเล็กจนถึงธุรกิจใหญ่ ๆ หรือแม้กระทั้ง ธุรกิจเคลื่อนที่ (Mobile Business) ซึ่งกำลังเป็น Trend ที่มาแรงมา เนื่องจากการมีรถกระบะที่ตกแต่งเป็นธุรกิจ สามารถสร้างอัตลักษณ์และสื่อสารกับลูกค้าดีกว่า รวมทั้งยังสามารถเปลี่ยนทำเล ไปในพื้นที่ซึ่งมีลูกค้าหนาแน่นได้ตลอดเวลา  เหมาะกับการค้าในยามวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมาก

          หลายคนในงานที่เข้าสัมมนาผมพบว่า ทุกคนกำลังมุ่งแก้ปัญหาธุรกิจด้วยการเติมความรู้ประกอบการตัดสินใจ ห้องสัมมนาไม่มีที่นั่งว่างเลยเกือบทุกหัวข้อ เพราะช่วงเวลานี้ทุกคนกำลังบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า 
ยอดขายตก  ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี... ถึงอย่างไรคุณก็ต้องเดินหน้าธุรกิจต่อไป ทำอย่างไร? ให้ธุรกิจก้าวผ่าวิกฤตนี้ได้  ในวิกฤตมีโอกาสจริงหรือ จึงเป็นที่มาของคำตอบวันนี้

4 วิธีจัดการตลาดยามวิกฤติ

1.  ปรับแผนกลยุทธ์การตลาดด่วน  แน่นอนแผนการตลาดในยามปกติเรามักดูที่ยอดขาย ดูทำเลขาย ดูโปรโมชั่นในการส่งเสริมการขาย เพื่อให้พนักงานมีแรงจูงใจในการขาย อาจจัดโปรอัดฉีดพนักงานขาย  ทั้งหมดนั้นเมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤติ  ยอดขายหดตัว  ผู้ประกอบการต้องเริ่มสังเกตุว่าการหดตัวของยอดขาย หดตัวเฉพาะกิจการตัวเอง หรือ หดตัวในกลุ่มกิจการประเภทเดียวกัน  ถ้าหดตัวเฉพาะกิจการของเราเอง นั่นแปลว่า เรามีข้อผิดพลาดเอง ค้นให้พบ แล้วปรับกลยุทธ์  เช่น แบบสินค้าเก่า ลูกค้าไม่ซื้อซ้ำ เพราะไม่มีสินค้าใหม่   แต่ถ้าเป็นการหดตัวทั้งกลุ่มกิจการประเภทเดียวกัน แปลว่า เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจแล้ว  ควรหันมาให้ความสนใจ  การระบายของค้างสต๊อกนาน ยอมตัดขาดทุนบางรายการเพื่อเรียกเงินสดกลับ เป็นต้น

2.  เพิ่มช่องทางการขายด้วยต้นทุนต่ำ  ชั่วโมงนี้ การตลาดออนไลน์ คือ คำตอบ เพราะต้นทุนต่ำที่สุดในบรรดาสื่อสารมวลชนปัจจุบัน แต่การตลาดออนไลน์ก็มีข้อจำกัด เพราะเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องสร้างกลุ่มลูกค้าด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเรียกไลท์ เรียก
Follow  จำเป็นต้องใช้เวลาการสร้างกลุ่มลูกค้า ข้อควรระวังการทำตลาดออนไลน์ คือ การซื้อไลท์ ซื้อสื่อโฆษณา เพราะมีค่าใช้จ่ายซึ่งอาจไม่คุ้มกับการลงทุน  ปัจจัยในการสร้างความสำเร็จในการค้าออนไลน์คือ เนื้อหาที่น่าสนใจ (content) ทั้งภาพ ข้อความ คลิป จำเป็นต้องตรงพฤติกรรมกลุ่มลูกค้ามาก ๆ และการโปรโมทที่ตรงพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าให้มากและกว้างที่สุด  จึงจะประสบความสำเร็จมียอดขายเพิ่มขึ้น

3.  เปลี่ยนจากทำธุรกิจแบบเชิงรับ  เป็นธุรกิจเชิงรุก  ทำเลการค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงกระแสเศรษฐกิจดีเรามักประสบปัญหาในการหาทำเลการค้ายาก และมีค่าเช่าแพง อย่างมาก ต่อให้จ่ายแพงก็ยังไม่สามารถหาทำเลการค้าได้ ตรงข้ามหากอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติ ทำเลการค้าต่าง ๆ กับมีว่างให้เลือกจำนวนมาก  อีกทั้งยังสามารถต่อรองราคาได้  จึงเป็นช่วงเวลาที่จะหาทำเลการค้าใหม่ ๆ ในพื้นที่ซึ่งเป็นเป้าหมาย โดยสังเกตุดูความหนาแน่นของลูกค้าในทำเลนั้น ๆ พยายามสังเกตุดูในแต่ละช่วงเวลาต่างกัน เพื่อให้แน่ใจว่า จะมีปริมาณลูกค้าเป้าหมายเพียงพอในการเปิดร้านใหม่ สาขาใหม่
หรือ ปรับธุรกิจให้มีระบบเครือข่าย เฟรนไชส์ หรือตัวแทนจำหน่าย เป็นจุดกระจายสินค้าเพิ่ม ในช่วงเวลาวิกฤติ คือช่วงเวลาที่นักธุรกิจต่างหา
โอกาส สินค้าไหนน่าสนใจ สินค้าไหนมีโอกาสเขาเหล่านั้นจะรีบคว้าไว้มาจัดจำหน่ายในพื้นที่เขาทันที นี่คือ โอกาสในการขยายสาขา ขยายธุรกิจอีกช่วงเวลาหนึ่งเช่นกัน  เรียกว่าไม่นิ่งรอความตายอยู่กับทำเลเดิมอีกต่อไป แต่แสวงหาโอกาสใหม่ด้วยต้นทุนต่ำในช่วงเวลาวิกฤติ น่าจะสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า ในวิกฤติมีโอกาสเสมอ

4. กลยุทธ์จัดการเรื่องเงิน  ธุรกิจใครแข็งกว่ากัน เขาวัดกันที่เงินสดในมือ ยามวิกฤติแบบนี้ กลยุทธ์ทางการเงินก็กลายเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ขาดกันไม่ได้  แม้ธุรกิจจะประสบปัญหายอดขายลด แต่แบงค์ไม่ได้สนใจว่าเราจะพบอะไรข้างนอก เขาดูวิเคราะห์เฉพาะตัวเลขในบัญชี  ยิ่งวิกฤติยิ่งต้องวิ่งตัวเลขในบัญชีให้สม่ำเสมอ  ให้ความสำคัญกับการนำเงินรายได้ทุกบาทเข้าบัญชีก่อนเสมอ ห้ามจ่ายเงินสดโดยไม่ผ่านบัญชีเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตัวเลขในบัญชีไม่แสดง สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารเงินของกิจการ ถ้าตัวเลขเดินดี ธนาคารจะเป็นฝ่ายเดินหา  ไม่ใช่เราวิ่งหา  อย่าลืมว่าธนาคารก็เป็นธุรกิจ และถ้าเกิดวิกฤติเศษฐกิจ เขาจะเลือกเฉพาะลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินดีเท่านั้น

4 วิธีจัดการตลาดยามวิกฤติ สำคัญต่อธุรกิจมากนะครับ เมื่อคุณจัดการสต๊อกดี คุณก็จะมีเงินสดในมือมากขึ้น  เมื่อมีเงินสดในมือมากขึ้น คุณก็สามารถสร้างตัวเลขให้สถาบันการเงินเชื่อถือ และสามารถจับจังหวะขยายธุรกิจ ในทำเลสำคัญได้ หรือขยายสาขาในรูปแบบเฟรนไชส์ ตัวแทนจำหน่ายได้มาก โดยใช้เครื่องมือออนไลน์ช่วยคุณสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ

ในวิกฤติมีโอกาสเสมอครับ...

อ.วีระยุทธ เชื้อไทย
ที่ปรึกษาการตลาด บริษัท SMEs ชั้นนำ


วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

3 เงือนไขเริ่มต้นสร้างธุรกิจครอบครัวอยู่รอด

ใครจะเชื่อว่า...SME ไทย... กว่าร้อยละ 90 เป็น  "ธุรกิจครอบครัว"

ธุรกิจขนาดใหญ่ที่่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยล้วนเป็นธุรกิจครอบครัว  ตระกูลเจียรวานนท์ (CP) ตระกูลจิราธิวัฒน์ (Central) ตระกูลภิรมย์ภักดี (สิงห์)  ตระกูลสิริวัฒนภักดี (ช้าง) ตระกูลอยู่วิทยา (กระทิงแดง) ตระกูลโอสถานนท์ (โอสถสภา)

คนเหล่านี้ล้วนเริ่มต้นจากธุรกิจขนาดเล็กทั้งสิ้น...

ประเด็นน่าสนใจสำหรับ SME ซึ่งกำลังประสบปัญหา !!!!! รุ่นลูกไม่สนใจกิจการพ่อแม่ !!!!!
ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อกิจการ และมีผลกระทบต่อครอบครัวอย่างมาก
หรือ !!! พ่อแม่ไม่ได้เตรียมความพร้อมให้ลูกรับกิจการต่อ !!!  หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันกับพ่อแม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารกิจการ จะส่งผลกระทบต่อลูก และคนในครอบครัวโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

อะไรทำให้คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่?
มีเฉพาะลูกหลานตระกูลร่ำรวยเท่านั้นหรือ จึงจะ "ส่งต่อกิจการ" ให้สู่รุ่นหลังได้?

3 เงื่อนไข "เริ่มต้น" สร้างธุรกิจครอบครัวให้แข็งแรง


1.  สร้างระบบ "การสื่อสาร" พูดคุยกับสมาชิกในครอบครัว ให้รับรู้เรื่องราวความเป็นมาเป็นไปในธุรกิจ เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความ "ตระหนัก"  (awareness)  เห็นความสำคัญของธุรกิจของครอบครัว เกิดแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ  โดยการสื่อสารในครอบครัวต่อมีความต่อเนื่อง และเป็นระบบ มีเป้าหมายเพื่่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว

2.  ยึดมั่นใน "กฎบ้าน" คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการ "ปลูกฝัง" ค่านิยมภายในบ้าน เพราะเราใกล้ชิดกันมากจนคิดว่า กฎ ไม่มีความสำคัญ หลายบ้านไร้กฎ ลูกต้องการอะไรพ่อแม่หาให้  โดยลืมคิดว่าทุกการกระทำของพ่อแม่ ส่งผลต่อทัศนคติและค่านิยมส่วนตัวของลูกในอนาคต  เมื่อลูกเติบโตสู่วัยทำงาน จะมีทัศนคติต่อการทำงานบวกหรือลบ มักจะสัมพันธ์กับทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาในอดีตโดยพ่อแม่

ประเทศมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมาย สังคมมีกติกาด้วยจารีต ธุรกิจมีข้อบังคับบริษัท กฎทั้งหลายล้วนถูกกำหนดขึ้นเพื่อ "ป้องกัน" ความขัดแยังในการอยู่ร่วมกัน   บ้านจึงต้องมี กฎ   ความสำเร็จของการสร้าง กฎบ้านขึ้นอยู่กับ การรับรู้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ในบ้าน และการยอมรับความคิดเห็นกันและกัน  หากครอบครัวใหญ่ อาจพัฒนา กฎบ้าน ให้มีรายละเอียดยิ่งขึ้นเป็น "ธรรมนูญครอบครัว" 

ธุรกิจครอบครัวที่ประสบความสำเร็จล้วนยึดมั่นใน "ธรรมนูญครอบครัว"

3.  โครงสร้าง "การตัดสินใจ" เรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อธุรกิจครอบครัว ความสัมพันธ์ในครอบครัวล้วนต้องการการตัดสินใจที่ได้รับการยอมรับ  กระบวนการตัดสินใจสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งครอบครัวและกิจการ เพราะกระบวนการตัดสินใจนี้เองจะส่งผลต่อจุดเปลี่ยนต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในครอบครัว  การตัดสินใจอย่างมีคุณธรรม มีจริยธรรม และยุติธรรม จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว และส่งผลดีต่อกิจการ ครอบครัวจึงควรมีการจัดทำ โครงสร้างการตัดสินใจ ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ครอบครัวและกิจการ

ทั้ง 3 เงื่อนไขนี้เมื่อนำมาร้อยเรียงจะพบว่า มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างขาดกันไม่ได้ และมีความต่อเนื่องอย่างเห็นได้ชัดเป็นกระบวนการ เริ่มจาก การสื่อสารในครอบครัว ในกิจการ ที่ต้องเติมองค์ความรู้ให้มีความทัดเทียมแก่สมาชิกในครอบครัว

ซึ่งเมื่อมีความรู้ทัดเทียมกัน แนวคิด ทัศนคติต่าง ๆ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนสามารถร่วมกันสร้าง กฎบ้าน ให้เป็นเครื่องมือป้องกันความขัดแย้งหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากแนวคิดทัศนคติที่แตกต่างกันนั้นเอง  กฎบ้านยังสามารถพัฒนาสู่ความเป็นกติกาและวัฒนธรรมในบ้าน ที่เรียกว่า ธรรมนูญครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อครอบครัวและกิจการ เป็นเสมือนเสาหลักให้ครอบครัว ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้นำครอบครัวกี่รุ่น หากเสาบ้านมีความแข็งแรงและมีความครอบคลุมชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว แม้เปลี่ยนผู้นำบ้านก็แข็งแรง กิจการก็ยังก้าวหน้าได้ตลอดเวลา

เงื่อนไขทั้งสองข้างต้นจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากผู้นำของบ้าน ใช้การตัดสินใจแก้ปัญหาเพียงผู้เดียว  ดังนั้น กระบวนการตัดสินใจของทั้งครอบครัว และกิจการ ล้วนต้องการความชัดเจน ยุติธรรมและสามารถเชื่อถือได้ การตัดสินใจ จึงจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบและมีโครงสร้าง การตัดสินใจ ในรูปของกรรมการ หรือองค์คณะ นั่นเอง

ธรรมนูญครอบครัว....สำคัญต่อการส่งต่อธุรกิจสู่ทายาท
ทัศนคติ และค่านิยมในครอบครัว.... เป็นสิ่งที่ผู้นำครอบครัวต้องสร้างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต

อ.วีระยุทธ  เชื้อไทย
ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว
FB: veerayuth.kung
Fanpage : www.facebook.com/smemefan
IG : veerayuth99






วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แข่งกับยักษ์ 2 : ใช้ 8 กฎ ให้ sme เอสเอ็มอี ล้มยักษ์

ถ้าจะสู้กับยักษ์ sme เอสเอ็มอี ไทยจะล้มยักษ์ได้อย่างไร?

อ.วีระยุทธ เชื้อไทย SMEs Start Up Program
โลกธุรกิจวันนี้ไม่สู้ก็เหมือนสู้ ไม่มีใครปราณีใครในตลาด การแข่งขันรุนแรงเพราะเทคโนโลยีราคาถูกลง ทำให้ทั้ง ผู้ประกอบการ รายใหญ่  SMEs รายเล็ก ต่างก็เข้าถึงเทคโนโลยีอย่างง่ายดาย  การแข่งขันจึงรุนแรง ซับซ้อนยิ่งขึ้น  รายใหญ่ ที่เปรียบเสมือนยักษ์ต่างก็อาศัยความชำชองชำนาญ กลยุทธ์การตลาด ในรูปแบบที่เหนือกว่า  ทั้ง การกระจายสินค้า การสร้างช่องทางการตลาด การแบรนด์ดิ้งตราสินค้า ผสมกับ การส่งเสริมการขาย เต็มรูปแบบ  ซึ่งเป็นวิธีการถนัดของ ยักษ์

ถ้าจะล้มยักษ์ เอสเอ็มอี SMEs จึงควรมี กลยุทธ์การตลาด แบบที่ยักษ์ไม่ถนัด หรือยักษ์มีจุดอ่อน เช่น ความเร็วในการส่งของ  ความรับผิดชอบต่อสินค้าและบริการ  การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า  เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ยักษ์ทำงานไม่ถนัดนัก  ภาษาบ้านบ้านเรียกว่า มันย่อย หรือมันเล็กจนถูกยักษ์มองข้าม  ถ้าจะเอาชนะยักษ์ให้ทำ 8 กฎต่อไปนี้

8 กฎ เอสเอ็มอี sme เพื่อเอาชนะยักษ์ในตลาด

1. อย่าทำตามยักษ์ หรือทำตามรูปแบบที่ยักษ์ถนัด  
       การตลาดที่ยักษ์ถนัด เราไม่ควรเข้าไปเล่นในตลาดนั้น เพราะถึงอย่างไรเราก็ไม่มีทุนพอในการต่อกรกับยักษ์  ทำได้อย่างมากก็เก็บเศษเนื้อข้างเขียงที่ยักษ์ไม่สนใจมาหล่อเลี้ยงกิจการ  ถ้าเป็นเช่นนั้นให้หลีกเลีี่ยงที่จะใช้กลยุทธ์ตลาดแบบเดียวกับยักษ์  หันมาให้ความสนใจกับกลยุทธ์ของเราที่ใช้จุดแข็งของ เอสเอ็มอี ตัวเล็ก เป็นเครื่องมือในการแข่งขัน   เช่น ช่องทางการตลาดแบบ การแสดงสินค้า หรือการตลาดแบบกองโจร  ขายในตลาดนัด  ยักษ์ไม่ค่อยเล่น เราเล่น การสร้างความสัมพันธ์ลูกค้าโดยตรง เช่นการสื่อสารผ่านออนไลน์พูดคุยสร้างความเป็นเพื่อน  การสร้างกิจกรรมทางสังคมกับลูกค้า ซึ่ง SMEs จะทำได้ดีกว่า คล่องตัวกว่า เพราะตัดสินใจได้เร็ว
2. ทำให้พอดี อย่าเยอะเกินไป หรือน้อยเกินไป  
       ด้วยพละกำลังแบบ เอสเอ็มอี  จึงทำให้ sme ไม่สามารถแข่งขันในด้านการผลิตในปริมาณมากได้ ทำให้มีข้อเสียเปรียบด้านต้นทุน  จึงควรคำนึงถึงจุดแข็งด้านคุณภาพที่เราสามารถผลิตได้ตรงความต้องการของกลุ่ม ลูกค้า มากกว่า ตัวอย่างเช่น ธุรกิจเครื่องสำอาง  ธุรกิจอาหารเสริม ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ  จะเห็นว่าธุรกิจเหล่านี้มีความเฉพาะเจาะจงสูงมาก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภค แตกต่างกัน การผลิตสินค้าจำนวนมากมักไม่ตอบสนองความต้องการเฉพาะ  ทำได้เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่การผลิตของ เอสเอ็มอี มีปริมาณน้อยกว่า สามารถผลิตได้ตามความต้องการแบบสั่งตัด สั่งทำได้  จึงเป็นจุดแข็งที่ยักษ์ไม่สามารถเข้ามาบุกตีได้   เพียงแต่อย่าหลงประเด็นไปสู้กับยักษ์ในสิ่งที่ยักษ์ถนัด....
3. มีมุมมองที่ไม่เกินตัว  เป็นหัวหมา ดีกว่า เป็นหางสิงห์โต  
       มุมมองเป็นสิ่งสำคัญ การต่อสู้กับยักษ์ในทาง การตลาด นั้นสำคัญอยู่ที่มุมมอง ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจร้านอาหารเป็นตัวอย่างที่ดีในมุมมองที่ไม่เกินตัว....  เราจะพบร้านอาหารดัง ๆ หลายแห่งที่คนต้องเดินทางไปตามหา ไปตามกิน  โดยเฉพาะที่เป็นร้านอาหารขนาดเล็ก เป็น เอสเอ็มอี ที่ต่อสู้ในตลาดแบบที่เรียกว่า เป็นเจ้าถิ่นมากมายหลากหลาย  เช่น ตลาดกุ้งอยุธยา  เวลาคนอยากทานกุ้งเผา ก็จะนึกถึงกุ้งเผาอยุธยา เป็นชื่อแรก ๆ   หรือ อาหารทะเลปรีชา บ้านอำเภอ  ร้านอาหารทะเลลาแมร์ เขาตะเกียบหัวหิน ร้านอาหารดังประจำเมือง ทุกแห่งล้วนเป็น ที่หนึ่งในพื้นที่ของตัวเอง  ซึ่งเป็นมุมมองที่ไม่เกินตัว  ไม่ต้องพี่งพาอาศัยรายใหญ่ หรือกลายไปเป็นแค่หางสิงห์โต ที่ต้องรอเวลาให้สิงห์โตพาไปหากิน เช่นเดียวกับร้านอาหารที่อยู่ในห้างฯ

4.  ใช้ทักษะเอสเอ็มอี  ที่มาจากแรงบันดาลใจ
       SMEs
 คือคนตัวเล็ก แม่ค้า พ่อขาย ที่ส่วนใหญ่เริ่มต้นค้าขายจากสิ่งที่ตัวเองถนัด หรือสิ่งที่ตัวเองรัก จุดนี้เองที่เป็นจุดแข็งที่ยักษ์ไม่มี  เพราะยักษ์ส่วนใหญ่เริ่มจากการทำสิ่งที่ตลาดตัองการ ยักษ์จึงต้องลงทุนสูงทั้ง ทุนด้านเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องจักร ทุนด้านคนด้านบุคลากร แต่ เอสเอ็มอี ลงแค่ "ใจ" กับ "ทักษะ"  ความถนัดของตัวเอง ในการเริ่มต้นธุรกิจ ใช้ทักษะความถนัดให้เต็มที่ แล้วหมั่นเติมความรู้ สร้างแรงบันดาลใจสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้

5.  ต้องมีแรง กดดัน  สร้างพลังความสำเร็จ
     พลังความสำเร็จมากจากแรงกดดันในชีวิต  เคยสังเกตุไหมครับว่า  คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ ล้วนมีประวัติที่ยากลำบาก หรือมีความขาดแคลน ในวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว แรงกดดันเหล่านี้มักเป็นพลังฝังลึกอยู่ภายใต้จิตสำนึกที่ผลักดันตลอดเวลา ให้อึดสู้ อดทน และมุ่งมั่น ซึ่ง แรงกดดันที่สร้างพลังเช่นนี้ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ เอสเอ็มอี เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งมีพลังในการมุ่งมั่นต่อสู้กับยักษ์ อย่างมีเป้าหมายที่ความสำเร็จ...  สร้างพลังความสำเร็จ ให้เกิดในตัวคุณให้ได้...

6. ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้เร็ว ทันเหตุการณ์ เพื่อตอบสนองเป้าหมาย
    เอสเอ็มอี ควรมีกลยุทธ์การตลาด ที่มีความยืดหยุ่นสูง  เพราะการเป็น ผู้ประกอบการ sme ที่มีขนาดของกิจการเล็กกว่า ทำให้มีการปรับตัวได้เร็ว  สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ และวิธีการได้รวดเร็ว ทันทีทันใด  โดยเฉพาะกลยุทธ์ทางการตลาดในปัจจุบัน หลายครั้งที่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำเป็นต้องใช้วิธีที่เป็นอุบาย เข้ามาใช้มากขึ้น โดยยึดผลลัพธ์ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายเป็นสำคัญ  ตัวอย่าง การใช้ viral marketing ในเชิงลบเพื่อสร้างกระแสให้กับสินค้าหรือบริการ

7. เคลื่อนกองทัพน้อยด้วยพลังการมีส่วนร่วม
    จริงอยู่ที่ SMEs มีจำนวนผู้คนในกิจการไม่มาก  ส่วนใหญ่การวางแผนเป้าหมายต่าง ๆ ล้วนอยู่ในมือของเจ้าของกิจการทั้งสิ้น  ลูกจ้าง ลูกน้อง จึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน หากเราสามารถเปลี่ยนพลังเล็ก ๆ ของพวกเขา มาเป็นส่วนหนึ่งของพลังในการขับเคลื่อนกิจการ ความร่วมมือต่าง ๆ ในการทำงานจะทำให้งานบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้นอย่างมาก  "กฎที่เหมาะสม คือ ความเสมอภาค และความสม่ำเสมอ"

8. เดินสู่ความสำเร๋็จ ร่วมกับ ที่ปรึกษาที่ดี
    เพราะการเดินทางยังต้องมีแผนที่นำทาง  เล่นกีฬายังต้องมี โค๊ช ที่ดี การทำธุรกิจก็เปรียบเสมอการเดินทาง เหมือนการเล่นกีฬา การจะเอาชนะ และเดินทางสู่ความสำเร็จจึงจำเป็นต้องมี  แผนที่เดินทาง นั่นก็คือ แผนธุรกิจ หรือ business model canvas ต้องมีคู่มือการใช้เทคโนโลยี่  จำเป็นต้องมีการติดตามตรวจสอบ และวางแผน เพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินอย่างราบรืน ด้วยการมี โค๊ช มีที่ปรึกษา ที่มีความชำนาญเฉพาะช่วยให้คำปรึกษาแนะนำ และวิเคราะห์ สรุปทางออกหรือช่องทางสำหรับธุรกิจ

8 กฎเพื่อเอาชนะยักษ์ เป็นแนวทางให้ sme ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รายเล็ก รายย่อย ได้ใช้เป็นแนวทางในการปรับทิศเปลี่ยนทางกิจการให้ประสบความสำเร็จ

**********************************************
ติดตามบทความได้เป็นประจำที่ blog นี้ SMEs ME FAN ครับ
ฝากติดตาม Fan Page FB: SmeMeFan
หรือความเคลื่อนไหว เอสเอ็มอี ที่ FB:veerayuth.kung (อ.วีระยุทธ เชื้อไทย)
แนะนำติชมได้ที่ veerayuth99@gmail.com 

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แข่งกับยักษ์....เมื่อ เอสเอ็มอี...มีคู่แข่งเป็นยักษ์....

เพราะคำว่า "ยักษ์" มันดูยิ่งใหญ่น่ากลัว...
หรือเพราะคำนี้คือ สัญญลักษณ์ทางความคิดของ "ชัยชนะ" ???

ถ้าจะถามว่า......ใครที่เก่งกล้า ห้าวหาญ ให้ออกไปเป็น "ล้มยักษ์"  ที่ตัวใหญ่ มีอาวุธครบมือ น่ากลัว ใครอาสาบ้าง?.... จะมีใครสักกี่คนที่กล้าอาสา ออกไปสู้กับยักษ์

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องถามกันเล่น ๆ ครับ เพราะในประวัติศาสตร์มีปรากฎขึ้นแล้ว ระหว่าง โกไลแอท นักรบตัวใหญ่ยักษ์ ว่ากันว่าสูงว่า 3 เมตร ใส่เกราะหนักนับสิบกิโล มีดาบสัมฤิทธิ์ และหอก เป็นอาวุธ ออกรบที่ไหนไม่เคยแพ้ ตีเมืองไหนชนะเมืองนั้น ฆ่าศัตรูแล้วตัดหัวทุกราย

ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่เป็นแค่คนเลี้ยงแกะ ชื่อ เดวิด ฆ่าตายด้วย ห่วงหนัง กับก้อนหิน เดวิดไม่ใช่ทหาร จึงไม่รู้จักวิธีรบแบบทหารแบบที่ โกไลกแอท ถนัดคุ้นเคย ขณะที่เดวิด จะออกรบกับโกไลแอท เขาได้รับเสื้อเกราะ ดาบ จากกองทัพ มอบให้ แต่เขากลับไม่รับด้วยเหตุผลว่า  มันหนักเขาเดินไม่ถนัด แล้วคว้าก้อนหินไปเพียง 5 ก้อน   วิ่งเข้าใส่โกไลแอท แล้วเหวี่ยงห่วงหนังที่บรรจุก้อนหิน เล็งใส่ที่กลางหน้าผากโกไลแอท....

โกไลแอท ถนัดการต่อสู้แบบประชิดตัวด้วยอาวุธ ดาบ หอก แต่ไม่คิดว่า เดวิดจะใช้ก้อนหินเหวี่ยงใส่จากระยะไกล...ก้อนหินทะยานใส่กลางหน้าผากโกไลแอดด้วยความเร็วแรงพอกับกระสุนปืน โกไลแอท ถูกก้อนหินล้มลง เดวิดวิ่งกระโดดขึ้นเหยียบหน้าอกโกไลแอท คว้าดาบของโกไลแอทตัดคอโกไลแอทขาดได้ชัยชนะ

ถ้า เดวิด  เป็นทหารเดวิดจะชนะศึกครั้งนี้หรือไม่?
ถ้า เดวิด  ใช้วิธีรบที่เป็นแบบแผนเช่นทหาร มีเสื้อเกราะ มีหอกดาบ จะชนะหรือไม่?

ตอบเลย...ว่า เดวิด คงกลัว โกไลแอท และไม่กล้าออกมารบ  แต่เพราะเดวิดเชื่อในพระเจ้าว่าอยู่ข้างเขาเสมอ  ความเชื่อที่มั่นคงส่งผลให้ก้าวข้ามความกลัว  แต่เพราะเดวิด ไม่ได้ใช้วิธีการที่โกไลแอท ถนัดกว่าชำนาญกว่า คือ รบแบบประชิด ด้วยอาวุธ ดาบ หอก แต่เดวิด ใช้ห่วงหนัง กับก้อนหินที่เขาถนัดในการล่าสัตว์ เขาจึงได้เปรียบในการรบครั้งนี้....

เหล่า เอสเอ็มอี SMEs ก็น่าจะเอาเรื่องนี้มาประยุกต์ได้นะครับ  เพราะเราตัวเล็กมีความถนัดเฉพาะ ไม่เหมือน กิจการยักษ์ใหญ่ ทั้งหลาย  เพราะเราตัวเล็กจึงสามารถปรับตัวได้เร็ว การตัดสินใจปรับเปลี่ยนมีขั้นตอนน่้อยกว่า กิจการยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย  

เราจะชนะยักษ์ให้ได้.....เราควรศึกษา ดูพฤติกรรมยักษ์ ให้ชัด และเลือกที่จะใช้จุดอ่อนของยักษ์ เป็นจุดแข็งสร้างธุรกิจให้กับ เอสเอ็มอี SMEs ตัวเล็ก ๆ เช่นพวกเรา.....

เอ้าท์.....SMEs เอสเอ็มอี รวมพล ค้นหาจุดแข็งไว้สู้กับยักษ์  อย่ามัวแต่กลัวยักษ์
เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป พวกยักษ์ เขากลัวเรามากกว่าครับ



อ.วีระยุทธ  เชื้อไทย
veerayuth chuathai
เอสเอ็มอีมีแฟน
FB: SmeMeFan